5 เหตุผลที่ Google Map น่าใช้กว่าระบบนำทางแบบ offline [updated Sep 2019]

Google Map

“ถ้าคุณเป็นคนๆหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้งานระบบนำทางหรือ GPS Navigation System ในการเดินทางเป็นประจำ แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกอะไรมาใช้งานดี ในวันนี้ Google Map อาจจะเป็นคำตอบของคุณก็ได้ครับ”

ปัจจุบันระบบนำทางที่นิยมใช้งานในประเทศไทยนั้นมีอยู่หลากหลายแบรนด์ด้วยกัน เช่น Garmin, SpeedNavi, IGO, Sygic ซึ่งเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มของระบบนำทางแบบ offline และมีอีกกลุ่มคือระบบนำทางแบบ online เช่น Apple Map, Google Map แต่คงต้องยอมรับว่าทุกวันนี้เมื่อมองไปทางใหน ก็จะเห็นคนใช้ Google Map กันเยอะ ลองมาดู 5 เหตุผลด้านล่างนี้ที่ Google Map น่าใช้งานกว่าระบบนำทางแบบ offline กันครับ

1. Google Map ใช้งานได้ฟรี

ข้อนี้ทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าเราสามารถใช้งาน Google Map ได้ฟรีๆ เพียงแค่มี internet ที่มีความเร็วเพียงพอ ซึ่งปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่ก็มักจะใช้ package internet ที่มีความเร็วและปริมาณ data ที่เพียงพอต่อการใช้งาน Google Map อยู่แล้ว

2. Google Map มีการ update ถนน และ POI รวดเร็วกว่า

ปัญหาหนึ่งของระบบนำทางแบบ offline ก็คือมีการ update ข้อมูลถนนและ POI ค่อนข้างช้า (ประมาณปีละ 1 – 2 ครั้งเท่านั้น) และมักจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการ update ทำให้หลายๆ ครั้งเราอาจจะเจอว่าแผนที่กับถนนจริงไม่ตรงกันและรู้สึกไม่ค่อยสะดวกในการใช้งานเมื่อต้องคอยเช็คเรื่อยๆ ว่าเมื่อไหร่จะมี update ออกมาสักทีและเมื่อมี update ออกมาแล้วเราก็ต้องทำการ update กันแบบ manual อีก

แต่หากเราใช้ Google Map ปัญหานี้จะหมดไปเพราะ Google Map นั้นมีการ update ข้อมูลถนนและ POI อย่างสม่ำเสมอและเป็นไปแบบอัตโนมัติเพราะเป็นระบบนำทางแบบ online นั่นเอง ซึ่งจุดนี้ถือเป็นข้อได้เปรียบที่ชัดเจนข้อหนึ่ง

3. มีความสะดวกในการค้นหาเส้นทางหรือสถานที่ต่างๆ มากกว่า

เนื่องจาก Google Map เป็น service หนึ่งของ Google ซึ่งในการใช้งานนั้นหากเรา login ด้วย google account ของเราบน divice ตัวหนึ่งเช่น computer แล้วเราทำการค้นหาสถานที่ต่างๆ ไว้ เราก็สามารถใช้งานข้อมูลที่บันทึกไว้แล้วนี้บน device อีกตัวที่ login ด้วย google account เดียวกันเช่นบนโทรศัพท์มือถือได้อย่างอัตโนมัติเลย

4. สามารถนำสภาพการจราจรมาแนะนำเส้นทางใหม่ที่เร็วกว่าได้

คุณสมบัติหนึ่งที่โดดเด่นของ Google Map ก็คือสามารถนำสถาพการจราจรบนเส้นทางที่เลือกรวมถึงเส้นทางไกล้เคียงมาช่วยในการคำนวณหาเส้นทางใหม่ที่คาดว่าจะสามารถไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่าเส้นทางที่กำลังเดินทางในปัจจุบัน ซึ่งผู้ขับขี่เองก็สามารถเลือกได้ว่าจะใช้เส้นทางใหม่ที่แนะนำนี้หรือจะใช้เส้นทางเดิมก็ได้

5. ใช้งานร่วมกับ Apple Carplay ได้อย่างสมบูรณ์

ข้อนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมเลือกใช้ Google Map เป็นระบบนำทางหลักเลยก็ว่าได้ ซึ่งทุกวันนี้ผมก็ใช้ Google Map ร่วมกับ Apple Carplay อย่าง happy สุดๆ ผมจะขอเล่าประสบการณ์ที่เจอมาให้ฟังสักหน่อยก็แล้วกันครับ

เมื่อก่อนนี้ ผมจะติดตั้งระบบนำทางแบบ offline ลงบนโทรศัพท์มือถือแล้วใช้ตัวจับยึดติดกับกระจกหน้ารถ ซึ่งก็ใช้งานได้ดี แต่ปัญหาคือเจ้าตัวจับยึดติดกระจกเมื่อโดนแดดนานๆ มีโอกาสที่จะหลุดได้ ซึ่งอันตรายมากหากหลุดขณะกำลังขับรถอยู่ และที่สำคัญการใช้งานลักษณะนี้ตัวโทรศัพท์มือถือจะมีความร้อนสะสมค่อนข้างมากเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วด้วย

ต่อมาผมได้ซื้อรถคันใหม่ซึ่งมีระบบนำทางแบบ offline ติดมาพร้อมกับจอเครื่องเสียง ณ จุดนี้ผมรู้สึกพอใจมากเนื่องจากไม่ต้องค่อยกังวลเรื่องการจับยึดมือถือติดกับกระจกรถอีกต่อไป แถมไม่ต้องมีอะไรมาเกะกะหน้ากระจกรถอีกด้วย แต่เมื่อใช้งานไปได้ประมาณ 3 – 4 ปีจอเครื่องเสียงเกิดเสียขึ้นมา เมื่อนำไปซ่อมก็กลับมาใช้งานได้แต่ไม่นานก็เสียอีก ต้องซ่อมแบบนี้อยู่หลายครั้งจนรู้สึกว่าไม่อยากซ่อมแล้ว

SpeedNavi
SpeedNavi

ผมตัดสินใจเปลี่ยนจอใหม่เป็นระบบ Android โดยสามารถติดตั้งระบบนำทางแบบ offline หรือใช้ Google Map ก็ได้ เมื่อใช้งานจอตัวนี้สักพักหนึ่งก็พบกับปัญหาเครื่องค้างบ่อยในขณะใช้งาน Google Map ซึ่งสาเหตุเกิดจากตัวจอมี Ram น้อยเกินไป (1-2 GB) และด้วยความที่ผมเป็นคนชอบฟังเพลงในรถ ซึ่งจอ Android ตัวนี้ก็ยังไม่ตอบโจทย์ ในเรื่องคุณภาพเสียง จึงต้องเปลี่ยนจอใหม่อีกครั้ง

โดยครั้งนี้ผมเลือกที่จะใช้จอจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียงยี่ห้อหนึ่ง เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้น และจอตัวนี้ก็รองรับทั้งระบบ Apple Carplay และ Android Auto อีกด้วย

Apple Carplay
Apple Carplay

แต่เนื่องจากผมใช้งาน iPhone เป็นเครื่องหลักและประกอบกับตัวระบบ Android Auto เองก็ยังไม่เปิดให้ใช้งานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการสักที (ไม่มีให้โหลดจาก Play Store ต้องหาไฟล์ apk มาติดตั้งเองในโทรศัพท์ Android) ดังนั้น Apple Carplay จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผมในเวลานี้

ในช่วงแรกนั้น Google Map ยังไม่รองรับ Apple Carplay มีเพียง Apple Map เท่านั้นที่ใช้งานได้ ซึ่งผมได้ลองใช้งาน Apple Map อยู่พักหนึ่งและก็รู้สึกชอบใน interface ที่สวยงามและความลื่นไหลในการใช้งานมากๆ ในตอนนั้นผมลุ้นให้ Google Map สามารถใช้งานร่วมกับ Apple Carplay ได้เร็วๆ เพราะส่วนตัวผมมองว่าระบบแผนที่และ POI ของ Google Map ยังเหนือกว่า Apple Map อยู่ระดับหนึ่ง

Google Map on Apple Carplay
Google Map on Apple Carplay

และแล้ววันที่ผมรอคอยก็มาถึง ในวันที่ Google Map สามารถใช้งานร่วมกับ Apple Carplay ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเมื่อได้ใช้งานอย่างจริงจัง ก็พบว่ามันสามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างเสถียรมากๆ และจากข้อดีทั้ง 5 ข้อที่กล่าวไปแล้วนั้น ผมสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า …

“Google Map + Apple Carplay คือระบบนำทางที่ดีที่สุดระบบหนึ่งเท่าที่ผมเคยใช้งานมา ซึ่งมีจุดเด่นที่เหนือกว่าระบบนำทางแบบ offline หลายๆ ด้าน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ใครก็ตาม หากได้ลองใช้แล้วจะติดใจ”

มีข้อสังเกตอยู่ข้อหนึ่งที่ผมรู้สึกแปลกใจมากๆ ก็คือเมื่อได้ลองใช้งาน Google Map บนระบบ Android Auto กลับพบว่าให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่แตกต่างไปจากการใช้งานบนระบบ Apple Carplay อย่างชัดเจน ราวกับว่าเป็นระบบนำทางคนละตัวกันเลยทีเดียว ไว้ผมจะมารีวิวเปรียบเทียบสองระบบนี้อีกครั้งใน blog หน้าก็แล้วกันครับ

ปล. ข้อมูลที่เขียนขึ้นมาทั้งหมดนี้เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวของผมเองเท่านั้น ซึ่งอาจจะแตกต่างจากคนอื่นๆ ที่มีรูปแบบในการใช้งานระบบนำทางที่ต่างออกไปก็ได้